การศึกษาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยชุมชน  
 

การประเมินผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่จัดทำขึ้นโดยทีมประเมินผลกระทบจากบ้านหินเหล็กไฟ
หมู่ 4 ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก
เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในการประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง สภาพอากาศที่มีต่อวิถีการดำเนินชีวิตและระบบนิเวศน์ และพัฒนายุทธศาสตร์การปรับตัว ที่ตั้งอยู่บนฐาน องค์ความรู้ของชุมชน

ในการประเมินผลกระทบ ชาวบ้านใช้วิธีการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รู้ โดยการสัมภาษณ์และ การพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มสตรี กลุ่มผู้อาวุโส กลุ่มเยาวชน นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปดูสภาพพื้นที่จริงด้วยว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ดยใช้ระยะเวลาในการศึกษา ทั้งหมด 12 เดือน

ผลจากการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต่อชุมชนนั้นเริ่มเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบบางส่วนเป็นบวก เช่น
๑) สภาพอากาศที่ร้อนขึ้น และภัยแล้งที่ยาวนานทำให้พื้นที่นาหล่ม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีน้ำมาก
เริ่มกลายเป็นนาดอนมากขึ้น (ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่) ส่วนพื้นที่นาดอนบางแห่ง ได้กลายเป็นนาร้างเนื่องจาก ไม่มีน้ำสำหรับการทำนา ขณะนี้มีอยู่ ๑ จุด และมีพื้นที่เสี่ยงอีกประมาณ ๖-๗ จุด
๒) ระยะเวลาในการทำนา ทำไร่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น การทำนา ทำไร่ที่ปกติจะเริ่มทำ ในช่วงกลางเดือนเมษายน กลับต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนมิถุนายนเนื่องจากขาดแคลนน้ำ ถึงแม้ว่าจะปลูกข้าวช้าไปกว่าตารางเวลาปกติแต่ข้าวกลับสุกเร็วกว่า คือชาวบ้านสามารถเก็บเกี่ยวข้าว ได้เร็วกว่า ปกติถึงหนึ่งเดือน
๓) ลำห้วยหลายสายมีปริมาณน้ำลดลง บางแห่งเริ่มแห้ง เช่น น้อยจิโกล๊ะ วาโปะโกล๊ะ โหน่ลอเบลอะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตของชุมชนได้
๔) ผลผลิตของข้าวโดยเฉพาะข้าวในนามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่นาหล่มหลายแห่ง เริ่มกลายเป็นนาดอน ผลผลิตจากนาดอนปกติจะได้มากกว่า นาหล่มสองถึงสามเท่า ประมาณ ๓๐-๔๐ ถังต่อไร่ ขณะที่นาหล่มได้ผลผลิตแค่ ๑๒-๑๕ ถังต่อไร่เท่านั้น อากาศที่อบอุ่นขึ้นก็มีผลทำให้ข้าว เจริญงอกงามดีขึ้น
๕) อากาศที่อบอุ่นขึ้นทำให้มีแมลงบางอย่างเพิ่มขึ้น เช่น ยุง ซึ่งอดีตที่ผ่านมา มีน้อยมากเนื่องจาก อากาศหนาวเย็น แต่ปัจจุบันมีมากขึ้น สัตว์อย่างอื่นที่เพิ่มขึ้น เช่น หนูนา และนกกระจอก แมลงบุ้ง จั๊กจั่น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนมากนัก ในส่วนของชุมชนเอง จากการประเมินแล้ว ยังมีศักยภาพในการปรับตัวและสามารถพึ่งตนเองได้ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เนื่องจากระบบนิเวศน์และ สภาพแวดล้อม เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้จากพันธุ์พืชอาหาร ที่ได้จากป่ายังมีปริมาณที่เหมือนเดิมมีหลายอย่าง ที่ปริมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสัตว์ป่าด้วย นอกจากนี้การเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือนก็มีส่วน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งอาหาร ของสมาชิกในครอบครัว สิ่งที่เริ่มเป็นข้อกังวลของชาวบ้าน คือ พันธุ์พืชในไร่ข้าวเริ่มลดลง บางส่วนก็หายไปแล้ว ทั้งนี้เป็นผลมา จากการที่ชาวบ้านไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้อีกต่อไป

เนื่องจากนโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐ ทำให้ชาวบ้านถูกบังคับให้ทำกินในพื้นที่เดิมซ้ำๆ กันหลายปี
ทำให้ดินเสื่อมลง ซึ่งชาวบ้านก็พยายามที่ปรับตัว โดยการปลูกพืชหมุนเวียนกันไป เช่น ปลูกข้าว ปลูกกะหล่ำปลี ปลูกหอมแดง ปลูกเผือก สลับกันไป การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินดังกล่าว โดยเฉพาะการนำเอาพืชเศรษฐกิจเข้ามาปลูก ซึ่งทำให้มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น และต้องพึ่งพาตลาดภายนอกมากขึ้น บางส่วนเริ่มมีภาระหนี้สิน เนื่องจากราคาผลผลิตไม่ดี และราคาไม่แน่นอน ชาวบ้านได้พูดคุยกันและเสนอทางออกต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวหลายอย่าง
เช่น ไม่เอาน้ำจากนาหล่มออก มีการทำฝายกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในนาเหือดแห้งไป
เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงพืชที่เพาะปลูก ในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำนาได้แล้ว เช่นเปลี่ยนเป็นสวนไม้ผล
ในส่วนของสภาพดินฟ้าอากาศ ชาวบ้านเสนอให้มีการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศควบคู่กับ
การปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในเรื่องการทำนายสภาพอากาศ นส่วนของพันธุ์พืชในไร่ข้าวชาวบ้านเสนอให้
หาพันธุ์พืชที่หายไป จากแหล่งอื่นมาเพาะปลูกเพิ่ม รวมทั้งรื้อฟื้นระบบการทำไร่หมุนเวียน
และมีการใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างยั่งยืน เช่น ไม่นำเอาไปขายนอกชุมชนเป็นต้น มีการเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำ และลดการล่าสัตว์ป่าลง เป็นต้น

ข้อเสนอเหล่านี้ส่วนใหญ่ชาวบ้านสามารถดำเนินการได้เอง บางอย่างต้องอาศัยการสนับสนุน
จากรัฐบาลและหน่วยงานภายนอก เช่น การทำแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม การทำไร่หมุนเวียน เป็นต้น

 
   
   
   
สภาพหมู่บ้านหินเหล็กไฟ    
   
   
   
   
   
ข้าวไร่บางส่วนเป็นโรค        
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
           
188/525 Kurusapha Village, Soi 21, M.10, T. Sannameng, A. Sansai, Chiang Mai 50210 Thailand
Tel./Fax; +66 (0)52 063110