การละเมิดสิทธิพี่น้องชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน

 

 

 
   
 
  • หนังสือจากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรม
    และสิ่งแวดล้อมและองค์กรภาคประชาชน
    ประนามการกระทำของจนท.อุทยานและ
    เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
    ดาวโหลดเอกสาร
 
   

เกริ่นนำ

การบังคับอพยพโยกย้ายชุมชนชาวกะเหรี่ยงออกจากผืนป่าแก่งกระจาน โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปี ๒๕๕๔ ภายใต้ยุทธการตะนาวศรี ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก ทั้งๆ ที่ชุมชนดังกล่าวได้อยู่อาศัยมายาวนานแล้ว

กะเหรี่ยงเขตภาคกลางด้านตะวันตก

ชาวกะเหรี่ยง ในเขตภาคกลาง ด้านตะวันตก ตอนล่าง นับจาก ด้านตะวันตกของ จ.ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ 2กลุ่มสาขาคือ กลุ่มที่เรียกตนเองว่า ปกาเกอะญอ หรือ ที่คนภายนอกเรียกชื่อพวก เขาว่า กะเหรี่ยงสกอว์ และถุกเรียกอีกชื่อหนึ่งจากคนภายนอกว่า “ กะหร่าง” กะเหรี่ยงกลุ่มนี้อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ป่าเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดแนวชายแดนไทยพม่าตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี อยู่กันอย่างกระจัดกระจายในผืนป่าพื้นและต้นน้ำที่สำคัญ คือแม่น้ำภาชี แม่น้ำบางกลอย แม่น้ำเพชรบุรี ลำห้วย ห้วยสัตว์ใหญ่ และแม่น้ำปราณ ไหลผ่าน กะเหรี่ยงอีกกลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า โพล่ง หรือกะเหรี่ยงโปว์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำราบลุ่ม ปลายน้ำ
เอกสารทางราชการกล่าวถึงการสำรวจเขตแดนระหว่างรัฐบาลสยามกับอังกฤษในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2407 เพื่อปักปันเขตแดนไทย-อังกฤษ พบว่ามี ชาวกะเหรี่ยงและละว้า อยู่ตามชายแดนต้นน้ำ 
ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ปีพ.ศ.2424 นายคาร์ล บ็อค นักมธรรมชาติวิทยาชาวนอเวย์ได้มาสำรวจกะเหรี่ยงในจังหวัดเพชรบุรี ได้บันทึกเรื่องราวและเขียนภาพคนกะเหรี่ยง เพชรบุรีอีกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงในชุมชนกะเหรี่ยง จ.เพชรบุรี

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้สร้างเขื่อนแก่งกระจานเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2509 ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมเป็นพื้นน้ำอาณาเขตกว้างขวาง กินเนื้อที่ประมาณ 46.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 26,325 ไร่ ทำให้ชุมชนกะเหรี่ยง ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ต้องจมอยู่ใต้บาดาล และต้องหาพื้นที่อยู่ใหม่ ระหว่างปี พ.ศ.2506-2525 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตก รัฐบาลมีความกังวลต่อชาวเขาในประเทศไทยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากอำนาจรัฐ จึงได้ได้จัดทำเหรียญที่ระลึกชาวเขาทั่วประเทศ รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดเพชรบถรีเช่นกัน เพื่อให้ชาวกะเหรี่ยงมีไว้ติดตัวเพื่อเป็นการแสดงตนว่าเป็นพลเมืองไทย
ระหว่างปี 2508 – 2514 ที่ทางการได้ดำเนินการกดดันปราบปราม สมาชิกพรรคคอมฯ และแนวร่วมอย่างหนัก ชาวกะเหรี่ยงต้องล่าถอยลึกเข้าไปในป่าดิบ เข้าไปถึงต้นน้ำเพชรบุรี ห้วยแม่ประโดน ห้วยแม่เพรียง แม่น้ำบางกลอย โป่งลึก บ้านใจแผ่นดิน 
หลังจากพรรคคอมฯถูกปราบปรามจากฝ่ายรัฐบาลในยุทธการที่ห้วยแม่ประโดนมวลชนปฏิวัติของพรรคคอมฯต้องล่าถอยมาอยู่ที่บริเวณผืนป่าบ้านใจแผ่นดิน ป่าต้นน้ำภาชีและบ้างก็ย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยบริเวณชายแดนไทย / พม่า ในปี พ.ศ.2521 เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายทั้งกดดัน ทางยุทธการ และงานด้านการเมืองได้เกลี้ยกล่อม และรวบรวมชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในเขตป่าเขาให้ลงมาอยู่ที่บ้านพุระกำ ต.ตะนาวศรี อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี อีกส่วนหนึ่งได้ข้ามเขตแดนไปอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนในเขตประเทศพม่า หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลาย และพรรคคอมมิวนิสต์หยุดความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ความสงบสุขได้หวลกลับคืนมาอีกครั้ง ชาวกะเหรี่ยงยังคงอาศัยอยู่ในผืนป่าต้นน้ำ ตลอดแนวชายแดนไทย พม่า
แรกเริ่มของการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในปี.พ.ศ.2524 ชนชาวกะเหรี่ยงยังคงอยู่ในผืนป่าแก่งกระจานอย่างสงบสุข โดยที่รัฐไม่ได้เข้าไปมีความสัมพันธ์กับพวกเขา
ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอแก่งกระจานในปี พ.ศ. 2531 โดยแยกออกจากอำเภอท่ายาง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2531 ขณะนั้นกิ่งอำเภอแก่งกระจาน มีพื้นที่ปกครอง 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแก่งกระจาน ตำบลวังจันทร์ ตำบลสองพี่น้อง ต่อมาได้จัดตั้งตำบลเพิ่มดังนี้ ตำบลป่าเด็ง แยกจากตำบลสองพี่น้อง เมื่อ พ.ศ. 2531 
ตำบลห้วยแม่เพรียงได้แยกจากตำบลสองพี่น้อง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 ในปีเดียวกันยกฐานะจากกิ่งอำเภอแก่งกระจาน เป็น อำเภอแก่งกระจาน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2536
ในปีเดียวกันนี้เองที่รัฐได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 10 (แม่สะเลียง) ในพื้นที่หมู่บ้านโป่งลึก บางกลอย ได้ริเริ่มให้มีการเรียนการสอนหนังสือภาษาไทยแก่ชุมชน โดยนำเด็กๆ ในหมู่บ้านมาเรียนหนังสือ มี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 มาช่วยดำเนินงานและเป็นครูสอนหนังสือ มีการจัดสร้างอาคารเรียนชั่วคราวร่วมกัน

การผลักดันและอพยพชาวกะเหรี่ยง

พ.ศ. 2539 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 29 และจังหวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันจัดทำโครงการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอย่างถาวรของชาวไทยภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (โครงการย่อย) ตามโครงการดูแลรักษาป่าบริเวณป่าละอูบนและเขาพะเนินทุ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่)
ได้ทำการอพยพราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่กระจัดกระจายตามแนวชายแดนไทย – พม่า มาอาศัยอยู่รวมกัน พื้นที่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโป่งลึก รวมทั้งหมด 57 ครอบครัว จำนวน 391 คน แบ่งที่ทำกินให้ครอบครัวละ 7 ไร่ มาอยู่ที่หมู่บ้านตั้งใหม่ คือ บางกลอย หมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ 2 ของตำบลห้วยแม่เพรียง ภายใต้การกำกับ ดูแล รับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 10 (ห้วยแม่สะเลียง)
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานความช่วยเหลือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านบางกลอย หมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยพระราชทานอาชีพเสริมในด้านศิลปาชีพ และการปรับปรุง พัฒนาในการประกอบอาชีพทางการเกษตร อันได้แก่ การหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร การพัฒนาคุณภาพดิน การหาพันธุ์พืชที่เหมาะสม
ภายหลังปี พ.ศ. 2541 จนถึงปี 2552 หน่วยราชการได้ละทิ้งและไม่ได้เอาใจใส่ ไม่มีการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริดังกล่าวแต่อย่างใด ทำให้ชาวกะเหรี่ยงที่ถูกอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานที่หมู่บ้านบางกลอย และโป่งลึกบางส่วน ต้องกลับไปทำกินที่อยู่เดิม บริเวณใจแผ่นดิน และบางกลอยบน เนื่องจากผู้ที่อพยพลงมานั้น 25 ครอบครัว ไม่ได้รับการจัดที่ทำกินให้ครบทุกครัวเรือน รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านนายกระทง จีบ้ง อีกด้วย
นับแต่ปี 2552 – 2554 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ดำเนินงานตามโครงการลาดตะเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ร่วมกับ โครงการดูแลรักษาป่าไม้บริเวณป่าละอูบนและเขาพะเนินทุ่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เจ้าหน้าที่ ตรวจพบการตั้งถิ่นฐานของชาวบ้าน บริเวณห้วยขุนกระเวน ห้วยซับชุมเห็ด ห้วยตะเกลพาดู ห้วยตะเกลโพ และห้วยพลู ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำบางกลอย บริเวณ ชายแดนไทย-พม่า จึงได้จัดทำโครงการอพยพ/ผลักดัน ชาวกะเหรี่ยงโดยการเผาบ้านและยุ้งฉางข้าว ยึดเครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ในการทำไร่ข้าว จับกุมและส่งฟ้องศาล โดยลำดับการปฏิบัติงานดังนี้

ครั้ง ที่ 1 ระหว่างวันที่ 25 – 28 เมษายน 2553 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารฯ และ ราษฎรชุมชนบ้านโป่งลึก – บางกลอย นำกำลังเข้าเจรจาและผลักดันให้ผู้กระทำผิดดังกล่าวออกนอกพื้นที่ รวม 12 จุด
ครั้งที่ 2 โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ระหว่างวันที่ 12- 13 มิถุนายน ปี 2553 และระหว่าง วันที่ 19 – 23 สิงหาคม 2553
ครั้งที่ 3 โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ระหว่างวันที่ 21 – 24 เมษายน 2554 วันที่ 5 – 9 พฤษภาคม 2554 และเข้าดำเนินการทั้งสิ้น 24 กลุ่ม/จุด
ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 23 – 26 มิถุนายน 2554 มีผลการปฏิบัติงาน ดังนี้
1. ตรวจสอบพื้นที่บุกรุก พบเพิงพัก/สิ่งปลูกสร้าง ทั้งสิ้น 17 จุด
2. รื้อถอนทำลายเพิงพัก/สิ่งปลูกสร้าง รวม 21 หลัง
สรุปแผนและการปฎิบัติการของฝ่ายเจ้าหน้าอุทยานนับแต่เดือน เมษายน 2553 – พฤษภาคม 2554 ทางอุทยานได้รายงานว่าสามารถดำเนินการได้ประมาณ 70% และยังมิได้เข้าดำเนินการอีกประมาณ 30 % ซึ่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ดำเนินการใน เดือน มิถุนายน 2554 ทำการเผาทำลายเพิงพัก สิ่งปลูกสร้าง ทั้งสิ้น 98 หลัง
แยกเป็นเพิงพักที่รื้อถอนไว้เมื่อปี 2553 จำนวน 33 หลัง และเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ลักลอบปลูกใหม่ จำนวน 65 หลัง

รวมผู้ได้รับผลกระทบ จากการถูกผลักดันจำนวน 17 ครอบครัว จำนวน 80 คน ปัจจุบันมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก มีความหวาดกลัวและยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหา ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้อย่างชัดเจน

กระบวนการ ดำเนินการ ในการแก้ปัญหา


1.ได้ยื่นเรื่องให้กก.สิทธิ์สภาทนายความ
2. กก.มนุษยชนแห่งชาติเข้ามาตรวจสอบและให้การช่วยเหลือ
3. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี (ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่) เพื่อเรีกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว วันที่ 29 สิงหาคม 2554
4. สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง (ไทย พีบีเอส เดลินิวส์ ช่อง ๓ และบางกอกโพสท์)

แหล่งข้อมูล ประกอบการเขียนรายงาน เอกสารของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
..สรุปผลการปฏิบัติงาน ยุทธการ ตะนาวศรี โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชุมชนชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างวันที่ 23 – 26 มิถุนายน 2554 

สรุปโดยเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันตก 1 ก.ย.2554

   
         
         
       
       
       
       
       
       
         
         
       
       
       
       
       
       
         
         
         
         
         
         
         
         
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
       
         
         
         
         
         
         
         
         
           
           
188/525 Kurusapha Village, Soi 21, M.10, T. Sannameng, A. Sansai, Chiang Mai 50210 Thailand
Tel./Fax; +66 (0)52 063110