โฉนดชุมชน (Community Land Titling)   ดาวโหลดเอกสาร  

เป็นรูปแบบการบริหารจัดการของการใช้สิทธิของชุมชน ในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิร่วมกันของชุมชน
ในการบริหารจัดการ การครอบครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเป็น การรักษาพื้นที่เกษตร ในการผลิตพืชอาหารในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและ ความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย ของชุมชน โดยการเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและระบบภูมินิเวศ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมให้สมดุล
โฉนดชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่านั้นหากแต่
ต้องประกอบไปด้วย
๑. ระบบกรรมสิทธ์ิแบบรวมหมู่ โดยองค์กรชุมชนจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธ์ิทรัพยากร
ทั้งที่ดินที่สมาชิกใช้ประโยชน์ ทำการผลิตและทรัพยากรที่สมาชิกชุมชนใช้
ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
๒. การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
ป่าและน้ำ
๓. วัฒนธรรมการอยู่ร่วมที่ดีงาม ทั้งด้านการเมืองและวัฒนธรรม ตามที่ระบุไว้ใน
แผนการจัดการและกติกาขององค์กร

กรรมสิทธ์ิจึงเป็นสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิทธิในความเป็น เจ้าของร่วมกันภายใต้ชุมชน หรือสังคมที่เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างเหมาะสม จนเกิดมีกลไกชุมชนที่เข้มแข็งแล้ว จะส่งผลให้ชุมชนมีวิถีปฏิบัติจนกลายเป็น ข้อตกลงหรือธรรมนูญชุมชนจนสามารถใช้สิทธิทั้งสอง เกื้อกูลส่งเสริมจน กลายเป็นสิทธิของคนและชุมชนที่เข้มแข็งร่วมกับกระบวนการ หรือนวัตกรรม
ชุมชน ในการสร้างความยั่งยืน เสมอภาคและเป็นธรรมในการใช้ที่ดินหลาย
รูปแบบ


เงื่อนไข ปัจจัยที่สำคัญในการบริหารจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน


๑) ต้องมีการจัดตั้งองค์กร เพื่อทำหน้าที่จัดการหรือมีวิธีการจัดการร่วมกันในนาม ของชุมชน ซึ่งเป็นการแสดงความมีตัวตนของชุมชนต่อรัฐและสังคม ทั้งนี้ รูปแบบการจัดองค์กรหรือ การจัดการไม่จำกัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ ลักษณะเฉพาะของแต่ละชุมชน อาจจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่เป็นนิติบุคคลก็ได้ เนื่องจากบุคคลในชุมชนมีเสรีภาพในการรวมตัวกัน เป็นรูปแบบใดก็ได้ดังที่ รัฐธรรมนูญมาตรา 64 ได้รับรองไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็น
สมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น”
๒) การจัดการที่ดินมีความหลากหลายและแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และ
ลักษณะทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์
๓) องค์กรชุมชนต้องมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและการควบคุมตรวจสอบกัน อย่างสม่ำเสมอ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้
องค์กรชุมชนมีศักยภาพที่เข้มแข็ง ทั้งนี้รูปแบบขององค์กรชุมชนต้องมีความหลากหลายในรูปแบบ ของคณะกรรมการ สภา สหกรณ์ หรือร่วมกับอปท. โดยตรงเป็นต้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นสอดคล้องกับศักยภาพขององค์กรชุมชน
๔) มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ ระหว่างองค์กรชุมชนและสมาชิกในชุมชน เพื่อให้เกิดการสื่อสารและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในชุมชน ตลอดจนการวางแผน การจัดการที่ดิน การสร้างกฎกติกาควบคุม การซื้อขายที่ดิน การออกฎหมายภาษีที่ดิน โดยร่วมกับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมโดยการตรวจสอบ โครงการพัฒนา ต่างๆ ที่จะกระทบต่อพื้นที่ป่ าและพื้นที่เกษตรกรรม
๕) ทำฐานข้อมูลการถือครองที่ดิน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของสมาชิกใน ชุมชนและการจัดการ ที่ดินของชุมชนในแปลงรวม เพื่อให้มีการตรวจสอบการ ควบคุมการซื้อขายที่ดิน ควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรในที่ดินที่ชุมชนจัดการ โดยสมาชิกในชุมชนร่วมกันทำฐานข้อมูล แผนที่ขอบเขตการจัดการที่ดินของ ชุมชน ทั้งที่ครอบคลุมถึงที่ดินส่วนบุคคล ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำการเกษตรกรรม และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สาธารณะ ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ป่าชุมชน จำนวน
ประชากรในชุมชน ซึ่งจะพบว่ามีผู้ไร้ที่ดินและมีผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก น้อยต่างกัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการจัดการที่ดินของชุมชนและเป็นฐานข้อมูล ของการกระจายการถือครองที่ดิน และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมในระดับประเทศ
๖) ลักษณะของสิทธิในการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องอยู่บนฐาน ของสิทธิเชิงซ้อน มีการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และยั่งยืน และเคารพสิทธิของบุคคลและชุมชนร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางในการ สร้างกฎกติกาควบคุม การใช้ประโยชน์ที่ดินและการทำกิจกรรมในพื้นที่ของ ชุมชน ตลอดจนการวางแผนการใช้ที่ดิน และการวางผังเมืองของชุมชน
๗) ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาระบบภาษีและจัดเก็บภาษี ที่ดินในอัตราก้าวหน้า และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม โดยให้มีธนาคาร ที่ดินในระดับพื้นที่เพื่อซื้อที่ดิน ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ มาจัดสรรให้กับคนไร้ที่ดิน ในชุมชนและการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร มาทำเกษตรกรรมและร่วมรักษา พื้นที่เกษตรกรรม
๘) มีกลไกระดับจังหวัดที่มีองค์ประกอบจากหลายฝ่ายและตัวแทนของชุมชน เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำและส่งเสริมการจัดการที่ดินของชุมชนและกำหนดนโยบายภาพรวมของจังหวัด ในการวางแผนการใช้ที่ดินและการวางผังเมือง โดยกลไกนี้ต้องมีองค์ประกอบของหน่วยงานของรัฐ อปท. ชุมชนและคนใน เมืองที่มีการลงพื้นที่เข้าใจสภาพข้อเท็จจริง และหนุนเสริมข้อมูลทางนโยบาย
ให้กับชุมชน


สิ่งที่ได้รับจากการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน


๑) ได้รับประโยชน์สูงสุดจากที่ดินและทรัพยากร ที่ดินไม่หลุดมือจากเกษตรกร เนื่องจากมีการจัดการ แบบกรรมสิทธ์ิรวมหมู่ โดยมีโฉนดชุมชนและกฎระเบียบที่เป็นตัวกำกับการบริหารจัดการ ที่ดินของชุมชน รวมทั้งมีกองทุนธนาคารที่ดินรองรับการเปลี่ยนมือที่ดินของสมาชิก
๒) ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ มีการปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน ทำให้เกิด ความสมดุลและยั่งยืนในวิถี ชีวิต ต้นทุนการผลิตต่ำ และมีอาหารให้กินหลากหลาย สร้างความมั่นคงทางด้าน อาหารแก่ครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก และลดค่าใช้จ่าย และยังเป็นแหล่ง รายได้ที่สำคัญสำหรับการหาเลี้ยงครอบครัว
๓) รักษาและยกระดับวัฒนธรรมที่ดีงามให้ดียิ่งขึ้น คนในชุมชนมีการปฏิสัมพันธ์กัน รู้สึกถึงความเป็นชุมชน เมื่อมีปัญหาร่วมกัน จะต้องมีการร่วมมือกันแก้ปัญหา จึงทำให้เกิดความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน ยอมรับกันและเคารพกัน


ข้อมูลจากสำนักเลขาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

   
   
   
   
   
   
   
"เป็นการใช้สิทธิของชุมชน ในการจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ตามมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญ"
     
   
   
   
   
       
"เป็นสิทธิร่วมกันของชุมชน
ในการบริหารจัดการ การครอบครองที่ดิน
เพื่อการอยู่อาศัยและ
การใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรที่ดิน"
   
   
   
     
   
   
       
       
       
       
       
       
       
         
       
       
       
       
       
       
       
       
         
      พิธีกรรมในไร่ข้าว  
       
       
       
       
       
       
       
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
         
             
188/525 Kurusapha Village, Soi 21, M.10, T. Sannameng, A. Sansai, Chiang Mai 50210 Thailand
Tel./Fax; +66 (0)52 063110