ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

     

United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples

     

ความเป็นมาของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

 

 

 

วันที่ 13 กันยายน 2550 นับเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก เนื่องจากเป็นวันที่ทางสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองปฏิญญาสห ประชาชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples) เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก และเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน ทั้งการสูญเสียที่ดิน เขตแดนตามประเพณี วัฒนธรรมและการธำรงความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองโดยผ่านกลไกและเงื่อนไขต่างๆ ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจมากกว่าเป็นผู้สร้างขึ้นมา แต่กว่าจะมาถึง ณ จุดนี้ได้นับว่าชนเผ่าพื้นเมืองต้องใช้ความพยายามและใช้ระยะเวลายาวนานพอ สมควร ซึ่งพอจะสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้

ช่วงที่ 1 การยกร่างปฏิญญาฯ

เรื่องนี้ต้องท้าวความไปถึงการจัดตั้งคณะทำงานว่าด้วยประชากรชนเผ่าพื้น เมือง (Working Group on Indigenous Population) ในปี 2525 หลังจากที่สหประชาชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของชนเผ่าพื้นเมืองว่า เป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไข คณะทำงานฯ ชุดนี้มีบทบาทหน้าที่หลักๆ คือ การทบทวนงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้น พื้นฐานของชนเผ่าพื้นเมือง และการจัดทำมาตราฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง คณะทำงานฯ ชุดนี้ได้ดำเนินการจัดทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การจัดประชุมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากรัฐบาล องค์กรชนเผ่าพื้นเมืองและองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งจัดประชุมเป็นประจำทุกๆ ปีที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา จัดทำกรณีศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างที่ดินกับชนเผ่าพื้นเมือง การประกาศปี 2536 เป็นปีสากลของชนเผ่าพื้นเมือง การประกาศปี 2538-2547 เป็นทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองระยะที่หนึ่ง การประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคม เป็นวันสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง กิจกรรมที่สำคัญมากอันหนึ่งคือ การยกร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

ในปี 2528 คณะทำงานฯ ได้เริ่มยกร่างเนื้อหาของปฏิญญาฯ ซึ่งเสร็จสิ้นลงในปี 2536 และได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันการเลือกปฏิบัติและการ คุ้มครองชนกลุ่มน้อย (Sub-Commission on the Prevention of Discrimination and Protection of Minorities ) ซึ่งอยู่ภายใต้กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติพิจารณารับรอง คณะอนุกรรมาธิการฯ ให้การรับรองร่างดังกล่าวในปีถัดมาและเสนอเข้ากรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้พิจารณารับรองและแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อศึกษา เนื้อหา รายละเอียดของร่างปฏิญญา ตามมติที่ 1995/32 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2538

ช่วงที่ 2 การพิจารณาและรับรองร่างเนื้อหาของปฏิญญาฯ โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมาจนถึงปี 2549 คณะทำงานชุดนี้มีการประชุมไปทั้งหมด 11 ครั้งเพื่อพิจารณาตัวเนื้อหาของร่างปฏิญญาดังกล่าว การพิจารณาเป็นไปค่อนข้างจะล่าช้าเนื่องจากรัฐบาลบางประเทศมีข้อกังวลเกี่ยว กับเนื้อหาบางประเด็น เช่น สิทธิการกำหนดตนเอง การควบคุมและใช้ทรัพยากรในพื้นที่เขตแดนตามประเพณีของชนเผ่าพื้นเมือง ฯลฯ แม้แต่มุมมองของชนเผ่าพื้นเมืองด้วยกันเองก็แตกต่างกัน เช่น กลุ่มจากอเมริกาใต้เห็นว่าควรใช้เนื้อหาเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุ กรรมาธิการฯ เป็นหลักไม่ควรมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองจากเอเซีย ยุโรปและบางองค์กรในอเมริกาเหนือมีความเห็นว่าเนื้อหาบางส่วนควรจะมีการปรับ เปลี่ยนให้เหมาะสม อย่างไรก็ตามการเจรจาและการพิจารณาเนื้อหาของปฏิญญาในที่สุดก็สามารถบรรลุ ข้อตกลงร่วมกันได้และนำเสนอให้ที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชา ชาติรับรอง (ตามมติที่ 2006/2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ซึ่งมีผู้ลงคะแนนเสียงเห็นชอบทั้งหมด 30 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง และงดออกเสียง 12 ขาดการประชุม 3 เสียง และเสนอร่างดังกล่าวให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาติรับรองและประกาศใช้ต่อไป
ช่วงที่ 3 การรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

โดยปกติแล้วเรื่องใดๆ ก็ตามหากผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแล้วมักจะไม่มีปัญหาในการ ผ่านความเห็นชอบจากสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติ แต่กรณีของร่างปฏิญญาฯ นับเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากมีการเสนอญัตติโดยรัฐบาลของประเทศนามิเบียในการ ประชุมครั้งที่ 61 ให้เลื่อนการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สมัชชาใหญ่ออกไป เพื่อจะได้มีเวลาพิจารณาและศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกรอบหนึ่ง

หลังจากที่รอคอยมา 22 ปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติก็มีมติเห็นชอบในร่างปฏิญญาดังกล่าวในวันที่ 13 กันยายน 2550 ในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 61 โดยมีรัฐบาลที่ลงนามเห็นชอบทั้งหมด 143 ประเทศ ไม่เห็นชอบ 4 ประเทศและงดออกเสียง 11 ประเทศ และขาดการประชุม 34 ประเทศ ประเทศไทยเป็น 1 ใน 143 ประเทศที่ลงคะแนนเห็นชอบด้วย

ก้าวต่อไป


ตัวปฏิญญาถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติตามเฉกเช่นกับ กฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ฯลฯ แต่ก็ถือว่าเป็นข้อตกลงร่วมและพันธสัญญาที่ทุกประเทศควรปฏิบัติเพื่อส่ง เสริมและคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 370 ล้านคนทั่วโลก ในนี้รวมทั้งประเทศไทยด้วย ดังนั้นเราควรจะช่วยกันผลักดันให้เนื้อหาที่ปรากฎอยู่ในปฏิญญาไปสู่การ ปฏิบัติการที่เป็นจริงในทุกระดับ
   
   
     
  "ชนเผ่าพื้นเมืองควรปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ในการใช้สิทธิของพวกตน"  
       
         
      "คำประกาศนี้เป็นก้าวต่อไปที่สำคัญสำหรับการยอมรับ การส่งเสริม และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของชนเผ่าพื้นเมือง"  
       
 

"... ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิในการกำหนดตนเอง โดยเหตุแห่งสิทธินั้น พวกเขามีอิสระที่จะกำหนดสถานภาพทางการเมือง
และดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของตนได้อย่างอิสระ..."

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                
188/525 Kurusapha Village, Soi 21, M.10, T. Sannameng, A. Sansai, Chiang Mai 50210 Thailand
Tel./Fax; +66 (0)52 063110